Get Adobe Flash player

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ด้านเกษตร

กษ1

โครงการวนเกษตร

ชื่อ ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม

           เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านหัวหิน ตำบล ลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ความรู้สามัญ จบ ป.4 สอบเทียบความรู้ด้วยตนเองจนจบ ม.6 สอบได้นักธรรมตรี เมื่อครั้งบวชเรียนที่บ้านเกิดเมื่อกลับมาอยู่บ้านที่ฉะเชิงเทราเริ่ม เป็นนายหน้า และพ่อค้าคนกลาง นำเงินจากพ่อค้า และ ธนาคารมาให้ชาวไร่ ชาวนากู้ ต่อมาตัดสินใจทำไร่เอง จนได้ เป็นผู้นำกลุ่มเกษตร ผู้ใหญ่วิบูลย์ มีประสบการณ์มากในเรื่องเกษตรแผนใหม่ เคยปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง และฝ้าย มีที่ดิน เป็นกรรมสิทธิ์ถึง 200 ไร่ แต่ก็ต้องประสบความล้มเหลว เมื่อเผชิญกับภาวะต้นทุนสูง ราคาพืชผล ตกต่ำ กลายเป็นคนมีหนี้สินไม่แตกต่าง จากเพื่อนเกษตรกรจำนวนมาก ผู้ใหญ่วิบูลย์ ได้พยายาม แก้ปัญหา ด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ก็ไม่เป็นผล ไม่ว่าจะขยายพื้นที่ทำไร่ออกไป หรือวิธีการรวมกลุ่ม เกษตรกร เพื่อ เรียกร้องให้ มีการประกันราคา ก็ไม่เป็นผล จึงได้ข้อสรุปว่า การทำเกษตรแบบนี้ยิ่ง ทำมาก ยิ่งมีหนี้มาก ผู้ใหญ่วิบูลย์ จึงต้องทบทวนวิธีการทำมาหากิน ใหม่ทั้งหมด ในที่สุดก็พบ ความจริงว่า การผลิต เพื่อ มุ่งทำกินเอง ใช้เอง ทำให้คนในอดีตพึ่งพาตนเองได้ดี โดยไม่ต้องเอาชีวิต มาผูกติดกับระบบตลา ด้วย ความคิดเช่นนี้ ผู้ใหญ่วิบูลย์ จึงตัดสินใจหันเหออกมาจากชีวิตการผลิต เพื่อหารายได้ เปลี่ยนมาเป็นการ ผลิตเพื่อลดรายจ่าย เพื่อการพึ่งพาตนเองในปัจจัยสี่และสร้างหลัก ประกันชีวิตในระยะยาว ปี พ.ศ.2525 ผู้ใหญ่วิบูลย์ ขายที่ดิน 200 ไร่ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้สินกับ ทางธนาคาร และนายทุนเหลือที่ดินไว้อยู่ อาศัยและทำกินเพียง 9 ไร่เศษ ผู้ใหญ่วิบูลย์เริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามหลักการใหม่ของเขา ดังนี้
1. เร่งปลูกอาหารอายุสั้นที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ข้าวโพด ถั่วฟักยาว แตงกวา มะระใช้แรงงาน ของตนเองและครอบครัว เป็นหลัก ผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคเอง ในครอบครัวนำไปขาย เพื่อนำเงิน ไปซื้อของจำเป็นอื่น ๆ
2. ปีเศษ ๆ ผ่านไปค้นพบว่า ถ้าปลูกพืชกินได้ไว้มากเท่าไร แม้ไม่มีเงินติด บ้านเลยก็อยู่ได้ไม่เดือดร้อน และหันมาปลูกพืชผักพื้นบ้านที่ทนโรคทนแมลง เพื่อให้มีผลผลิต ปลอดสารเคมี พร้อมกันได้เริ่ม สะสมสมุนไพรอย่างจริงจัง สำหรับ ไว้กินบำรุงร่างกายและใช้ใน ยามเจ็บไข้ได้ป่วย พืชสมุนไพร ช่วยให้ ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง อีกทั้งมีรายได้จาก มะม่วงและผลไม้อื่น ๆ ที่มีอยู่เดิม ความเป็นอยู่จึงไม่ขัดสน
3. ปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นอีกหลายชนิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้มีกิน และเก็บผลขายได้ต่อเนื่อง ไม้บาง ชนิดปลูกไว้เพื่อ เป็นไม้ใช้สอยและ บางชนิดเพื่อสร้างสมดุลใน ธรรมชาติ ปลูก คละกันไปไม่เป็น สัดส่วน ไม่เรียงแถว ให้เหมือนป่าธรรมชาติ ยังผลให้ต้นไม้ เจริญเติบโตดี และเป็นการฟื้นฟูระบบ นิเวศน์ในธรรมชาติด้วย นี่คือที่มาของคำว่า “วนเกษตร”
แนวความคิด “วนเกษตร” ของผู้ใหญ่วิบูลย์ นั้น ให้ความสำคัญที่สุด คือ การเคารพ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หลังจากได้ทำวนเกษตร มา 10 ปีเศษ ผู้ใหญ่วิบูลย์ ค้นพบว่า นี่คือทางออก ที่เหมาะสม เพราะ จากประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจของเขาเอง วนเกษตร ให้สิ่งที่ชีวิตต้อง การ ครบถ้วน คือ ปัจจัย 4 เขามีอาหาร ยารักษาโรค ไม้สำหรับทำที่อยู่อาศัย และได้พืชที่มีเส้นใย ทำเสื้อผ้าได้ด้วย วนเกษตร ทำให้เกษตรกร มีกินมีใช้ ในขั้นพื้นฐาน ลดรายจ่ายจากการซื้อหาอาหาร มาจากตลาด ขณะเดียวกันพืชผลที่ผลิตได้เกินความต้องการ ก็ขาย ได้เงินมาซื้อหาสิ่งของที่จำเป็น และผลิตเองไม่ได้ นอกจากนี้ วนเกษตร ยังให้หลักประกันใน ชีวิต เพราะมีไม้ผล ที่เก็บเกี่ยวได้ระยะ ยาว ไม้ยืนต้นหลายชนิดก็มีคุณค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ตลอดเวลา นอกจากนี้ วนเกษตร ยังมีลักษณะ สำคัญหลายประการ พอสรุปได้ดังนี้
1. วนเกษตร ช่วยฟื้นฟูสมดุลธรรมชาติให้กลับคืนมา ให้ความร่มรื่น ชุ่มชื้น ด้วยพืชพันธุ์กว่า500 ชนิด ใน พื้นที่เพียง 9 ไร่เศษ นก หนู กระรอก กระแต ปลากบ เขียด และสัตว์อื่น ๆ เข้ามาพักพิงทำให้เกิด ระบบนิเวศน์สมบูรณ์ดี
2. วนเกษตร สวนทางกับกระแสหลักของปัจจุบัน เพราะ วนเกษตรเริ่ม ทำงานหนักก็เพียงปีแรก ๆ เท่านั้น ยิ่งทำไปงาน ก็ยิ่งน้อยลง อาจกล่าวได้ว่า วนเกษตร ในระยะยาว เป็นการเกษตร แบบ”นั่งกิน นอนกิน” ไม่ต้องไปทำอะไรมาก มีเวลาว่างมากขึ้น
3. วนเกษตร ไม่ต้องใช้เทคนิคพิเศษอะไรมาก “ทำเล่น ๆ แต่เอาจริง ๆ “ทำไป เหมือนไม่มีแผน แต่มี แผน ปลูกอย่างไม่มีระบบระเบียบ แต่จะเกิดระบบระเบียบของมันขึ้นเอง
4. วนเกษตร เป็นอำนาจต่อรองทางการตลาด สามารถนำไปสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมได้ด้วย แต่จะ เปลี่ยน รูป แบบอุตสาหกรรม เป็นรูปแบบอุตสาหกรรมขนาดเล็กในชุมชนเป็นจุดเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องสหกรณ์ ระบบ การจัดการของชุมชน อีกด้วย การแปรรูป การถนอมอาหาร และการรวมกันจำหน่ายเป็นเรื่อง ที่สามารถทำได้
5. วนเกษตร เป็นกระบวนการทางสังคมเดิมของเราที่ใกล้ชิด ผูกพันกับสิ่งแวดล้อมมาก ชาวบ้าน ยัง กราบดิน จุดธูปไปปัก มีความผูกพันใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อม
6. วนเกษตร เป็นกระบวนการทางการศึกษาทุกส่วน จะให้คนเข้าใจความสัมพันธ์ ความจำเป็นพื้นฐาน สิ่งที่เกินความจำเป็นนั้นเป็นเรื่องของกิเลส
7. วนเกษตร ทำให้คนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันดับแรกเชื่อว่าเราจะพึ่ง ตัวเองได้ ทำให้เรามีเสรีภาพ ทางความคิด จากแนวคิดและการลงมือปฏิบัติจริงที่ปรากฏ ทำให้ผู้ใหญ่วิบูลย์ ได้รับ การ ยอมรับ นับถือ อย่างกว้างขวางจากชาวไร่ชาวนา และผู้มีปัญหาจำนวนมาก
นอกจากนี้ ท่านยังมีหัวใจ เป็น ครูบาอาจารย์ โดยไม่รู้ตัว โดยท่านได้เปิดไร่นาให้ทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่ไปศึกษาหาความรู้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม นิเวศน์วิทยา วิธีการปลูกพืชที่ ถูกวิธีระบบ การพึ่งพาของพืช-สัตว์ตามธรรมชาติ และการยังชีพอย่างซื่อตรง ต่ออุดมการณ์ ท่านเป็น ผู้ติดตามข่าวสาร ทันเหตุการณ์ ไม่เคยหยุดความคิดอยู่กับที่ แต่ได้ติดตามกระแส ความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวด้วยข้อสังเกตและความ เห็นที่เที่ยงธรรม ท่านนอบน้อมถ่อมตน สงบเสงี่ยม ไม่มีอาการก้าวร้าว ท้าทายหรืออวดอ้าง สรรพคุณของตนเองเลย ความสุขของท่านอยู่ที่การได้ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อผู้อื่น ท่านบอกว่า ทุกวันนี้ ท่านไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะ วนเกษตร ไม่มีอะไรต้องดูแลมาก ทุกอย่างเป็นไปเอง ท่านจึงอุทิศเวลาให้กับส่วนรวมได้มาก รับภาระของสังคมได้มาก และที่น่านับถือ เป็นอย่างยิ่ง คือ ความสมถะ เรียบง่าย อย่างคงเส้นคงวาของท่าน ท่านจึงเป็นกรณีศึกษาที่มีคน มา ศึกษาท่านมาก ท่านได้ขยายผล ความสัมพันธ์ใน รูปเครือข่าย ความสัมพันธ์ของกัลยาณมิตร รับผู้ คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในหมู่ชาวนา ชาวไร่ ทั่วประเทศ ท่านได้รับการยกย่องเป็น “คนดี ศรีสังคม” แต่ท่าน ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร คงเป็น “ผู้ให้” คนอื่น เผยแพร่ ความเข้าใจ ของท่านอย่าง เปิดเผย ตรงไปตรงมา และจริงใจ อยู่ทุกขณะ ดังจะเห็นได้ว่าท่าน เป็นผู้สาธิตให้ เห็นภูมิปัญญา ในการปรับตัว กับระบบเศรษฐกิจ ทุนนิยมที่กล้าสวนทางกับคนส่วนใหญ่ และ เป็นการสวนทาง ที่สอดคล้องกับ พื้นฐานทางวัฒนธรรมไทยมา แต่เดิม ท่านเชื่อมั่น ในอุดมการณ์ “วนเกษตร” ของท่าน ว่า เป็นทาง ออกที่เหมาะสม และมีคุณค่า นานาประการ ท่านไม่เพียงแต่ เป็นผู้มี “ภูมิปัญญา” แบบไทย แต่ท่าน เป็นผู้มีความกล้าทางจริยธรรมอย่างน่าเคารพอีกด้วย

ด้านอาหาร

อห.1

ขั้นตอนการทำน้ำตาลสด

           การทำน้ำตาลสด ผู้ทำน้ำตาลต้องปีนต้นตาลขึ้นไปจนถึงยอดตาล พร้อมด้วยมีดปาดตาล ไม้ตะเกียบสำหรับนวดตาลและกระบอกตาล ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่หาที่นั่งให้เหมาะแล้วจัดการนวด งวงตาลตัวผู้และจั่นตัวเมีย ด้วยไม้นวดตาล ซึ่งเป็นไม้คู่ติดกัน 2 ชนิด อย่างอันเล็กกลมนวดจั่นตัวเมีย อย่างอันใหญ่แบนนวดงวงตัวผู้ งวงตาลตัวผู้จะยาวเรียบ จั่นตาลตัวเมียจะมีลูกตาลเล็ก ๆ ที่จั่นตาล เมื่อนวดงวงตาลแล้วใช้มีดปาดงวงตาลตามขวาง น้ำตาลจะหยดออกมาจากรอยแผลนั้น นำกระบอกตาลซึ่งผ่านการรมควันแล้วเป็นการฆ่าเชื้อโรค ทำให้ได้กลิ่นหอมของควันจากกาบมะพร้าว และป้องกันไม่ให้น้ำตาลบูด นำเปลือกพยอม 2 ชิ้น ชิ้นขนาดนิ้วก้อยใส่ลงไปในกระบอกก่อนนำกระบอกไปแขวนที่งวงตาล จั่นตาลตัวเมียจะใช้จั่นเดียวต่อ 1 กระบอก แต่งวงตาลตัวผู้ ต้องใช้ 3-4 งวง ต่อหนึ่งกระบอกโดยมัดรวมกัน

       เพราะน้ำตาลจากงวงตัวผู้จะมีน้อยกว่าจั่นตาลตัวเมีย เวลาที่นำกระบอกมารองน้ำตาลจะเป็นเวลาประมาณเพลนำกระบอกมาแขวนและขึ้นเก็บ ตอนเย็นแล้วนำไปต้ม เรียกน้ำตาลเย็น เมื่อเก็บน้ำตาลเย็น นำกระบอกตาลใหม่มาเปลี่ยน โดยปากงวงตาลใหม่ งวงตาลก็จะสั้นลงไปเรื่อย ๆ น้ำตาลจากกระบอกที่มาแขวนตอนเย็นนี้ จะเก็บตอนเช้าแล้วนำมาต้ม เรียกว่า น้ำตาลเช้า ทำสลับกันเช่นนี้ เมื่อนำน้ำตาลมาเคี่ยวก็จะเทรวมกันลงไปในกระทะใบบัวใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตา แกลบ สมัยก่อนใช้ใบตาลแห้งซึ่งเรียกว่า “ทางตาล” เป็นเชื้อเพลิงแทนฟืน ปัจจุบันเตาเกลบจากโรงสี ซึ่งสะดวกมาก ส่วนเตาที่ทำจากดินเหนียวใช้ตะแกรงช้อนเปลือกพยอมออกแล้วเคี่ยวต่อไป เคล็ดลับในการเคี่ยวไม่ให้น้ำตาลล้น คือ นำไม้ไผ่มาสานเป็นทรงกระบอกครอบลงไปในกะทะ เมื่อได้ที่ช้อนฟองที่ลอยบนผิวหน้า ใช้เวลาต้มประมาณครึ่งชั่วโมง ตักส่งไปจำหน่ายได้เป็นน้ำตาลสดนิยมใส่น้ำแข็งใช้เป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย น้ำได้ดี

ด้านหัตถกรรม

หถ.1

ความเป็นมา

             หมวกกุยเล้ย หรือที่ชาวบ้านออกเสียงเพี้ยนเป็น “หมวกกุยเละ” เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อหมวกแบบจีน มีลักษณะทรงกลมหัวแหลม แพร่เข้าสู่ประเทศพร้อมกับการอพยพเข้ามาของชาวจีนที่นิยมใส่เวลาออกจาก บ้าน เนื่องจากหมวกชนิดนี้มีปีกกว้างกันแดดกันฝนได้ดี

             หมวกกุยเล้ย สานด้วยไม้ไผ่เป็นโครง ใช้ใบ ตาลสอดตามโครง ถ้าเป็นหมวกกุยเล้ยชั้นดีจะมีกระดาษชุบน้ำมันปิดทับใบตาลอีก ชั้นหนึ่ง ทำให้กันฝนได้ดีขึ้น แต่ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย เขตตำบลปาก น้ำ อำเภอบางคล้า ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ยังคงอนุรักษ์การสานหมวกกุยเล้ย เป็น หัตถกรรมพื้นบ้านชิ้นนี้ไว้ ประกอบกับมีความพร้อมทางด้านวัตถุดิบ ในท้องถิ่น จึงยังคงมีการสานหมวกกุยเล้ยจนถึงปัจจุบัน ผลงานฝีมือการสานหมวก กุยเล้ยของอำเภอบางคล้าได้รับรางวัลชนะเลิศผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้าน ของกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๐

ขั้นตอนการทำหมวกกุยเล้ย

         วิธีทำหมวกกุยเล้ย คุณยายตลับ เล่าให้ฟัง ว่า เริ่มต้นสานโครงหมวกตาหยาบและตาละเอียดอย่างละ ๑ ใบ โดยหาไม้ไผ่ลำพอ เหมาะนำมาทอน ท่อนละประมาณ ๑ เมตร เหลาให้เป็นตอก แยกขนาดไว้สำหรับสานและเก็บขอบ เริ่มสานจากหัวหมวกจนก่อหัวได้แล้วจึงนำ มา วางทาบบนแบบ และสานต่อจนได้ขนาดเป็นทรงหมวกเก็บขอบให้เรียบร้อย (เม้มขอบ)นำ โครงหมวก ๒ ใบ ที่เตรียมไว้ซ้อนกัน ใบล่างยาบ ใบบนละเอียด ใบล่างกรุด้านล่างด้วย ใบไผ่ แห้ง ใบบนกรุตรงกลางระหว่างหมวก ๒ ใบด้วยกระดาษถุงอาหารชนิดเหนียว เม้มขอบให้เรียบร้อย ถักหัวหมวก โดยใช้ไม้ ไผ่งอไขว้กันเป็นสี่ขา เสียบยอดหุ้มด้วยกระดาษใช้คล้าชุดน้ำแล้วถักหุ้มหัว หมวกอีกชั้น แล้วใช้คล้ายึดตรึงโครงหมวกให้แน่นคงขอบหมวกโดยรอบเป็นอันเสร็จขั้นตอน

ภาพกิจกรรม

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

ความเห็นล่าสุด