Get Adobe Flash player

วัฒนธรรมประเพณี

ประเพณีท้องถิ่น

ปพ.1

ชื่อ งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อโสธรช่วงเวลา

ความสำคัญ

พิธีกรรม

        งานเทศกาลกลางเดือน๕ จัดขึ้นรวม ๓ วัน ๓ คืน นับตั้งแต่วันขึ้น ๑๔ ค่ำ จนถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๕ เทศกาลนี้จัดฉลองสมโภชเนื่องจากเชื่อกันว่าเป็นวันคล้ายวันที่อาราธนาหลวง พ่อขึ้นจากแม่น้ำ แล้วอัญเชิญท่านมาประดิษฐานที่วัดโสธรวรวิหารงานเทศกาลกลางเดือน ๑๒ เทศกาลนี้ได้จัดสืบต่อกันมานานกว่าร้อยปีแล้ว คือ เริ่มจัดขึ้นในราว พ.ศ. ๒๔๓๔ โดยมีมูลเหตุมาจากในปีนั้นประชาชนในท้องถิ่นประสบทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ทำการเพาะปลูกไม่ได้ผล ทั้งยังเกิดโรคอหิวาต์และฝีดาษระบาดทั่วไป ทำให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงล้มตายเป็นจำนวนมาก เมื่อถึงคราวเข้าตาจนเช่นนี้ชาวบ้านต่างพากันบนบานศาลกล่าวต่อหลวงพ่อให้ ช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์ภัยเหล่านี้ ด้วยการปิดทองบ้าง ด้วยมหรสพสมโภชบ้าง และด้วยสิ่งอื่น ๆ กล่าวกันว่าความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่บันดาลให้เกิด ฝนโปรยปรายลงมา ทำให้แผ่นดินชุ่มชื้น โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ หายเป็นปลิดทิ้ง ชาวบ้านจึงร่วมใจกันจัดงานฉลองสมโภชหลวงพ่อครั้งใหญ่เพื่อแก้บนแต่เดิมงาน เทศกาลในเดือนนี้มี ๓ วัน คือ วันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้จัดเพิ่มขึ้นอีก ๒ วัน คือ วันขึ้น ๑๒-๑๓ ค่ำ เดือน ๑๒รวมทั้งสิ้นเป็น ๕ วัน และถือปฏิบัติสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำจะมีการแห่หลวงพ่อทางบก วันขึ้น ๑๕ ค่ำ มีการแห่ทางน้ำ และวันแรม ๑ ค่ำ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายมีการเวียนเทียนและสรงน้ำพระงานเทศกาลตรุษจีน จัดตามจันทรคติของจีน คือ ตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำ ปีใหม่ (ชิวอิด) ไปจนถึงวันขึ้น ๕ ค่ำ (ชิวโหงว) รวม ๕ วัน ๕ คืน ถ้าเทียบเป็นเดือนไทยก็คือ ราวเดือนยี่หรือเดือนสาม

สาระ

       การจัดงานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อโสธรนับเป็นกุศโลบายอันแยบยล ที่ดึงพุทธศาสนิกชนให้เข้าวัดผ่อนคลายภารกิจในชีวิตประจำวัน เพื่อกราบไหว้บูชาองค์หลวงพ่อซึ่งเปรียบได้ดังตัวแทนของพุทธองค์ และให้ระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนที่ให้เว้นความชั่วให้ทำแต่ความดี อันส่งผลให้การดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข โดยมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของจิตใจ

ปพ.2

ชื่อ การแข่งเรือช่วงเวลา วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

ความสำคัญ

       การแข่งเรือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวฉะเชิงเทรา ซึ่งมีความผูกพันกับแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาแต่โบราณกาล

พิธีกรรม

       การแข่งเรือ นับเป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติการมาเป็นเวลายาวนาน โดยถือกำหนดในวันที่มีการแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำเป็นสำคัญ คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ของทุกปี แต่เดิมจัดขึ้นที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง หน้าตัวเมือง แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปจัดบริเวณหน้าวัดโสธรวรวิหาร เรือที่เข้าแข่งมีหลายประเภท ตั้งแต่เรือยาวเล็ก เรือยาวใหญ่ เรือเร็วติดเครื่องยนต์ ฯลฯการแข่งเรือยาวฝีพายแต่ละลำมีจำนวนประมาณ ๕๐ คนมีหัวหน้าควบคุมเรือ ๑ คน จังหวะการพายจะพาย ๒ ต่อ ๑ คือ ฝีพาย ๒ ครั้ง ผู้คัดท้ายจะพาย ๑ ครั้ง กติกาการแข่งขันผู้ชนะจะต้องชนะ ๒ ใน ๓ คือ เมื่อแข่งเที่ยวแรกไปแล้ว จะเปลี่ยนสายน้ำสวนกัน ถ้าชนะ ๒ ครั้งติดต่อกันถือว่าชนะ แต่ถ้าผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะจะมีการแข่งขันเที่ยวที่ ๓สาระ

       นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตที่ผูกพันกับผืนน้ำ ของผู้คนแล้วยังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความสมานสามัคคีของบุคคลผู้ที่ได้ชื่อ ว่าอยู่ในเรือลำเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝน การทุ่มเทแรงกายแรงใจ ความพร้อมเพรียงจังหวะและการประสานสัมพันธ์ ที่ทำให้ไปสู่จุดมุ่งหมายได้โดยมิใช่อาศัยความสามารถของคนใดคนหนึ่ง

ปพ.3

ชื่อ ประเพณีทอดผ้าป่าน้ำเพ็ง

ช่วงเวลา วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

ความสำคัญ

      ประเพณีทอดผ้าป่าน้ำเพ็ง เป็นประเพณีทอดผ้าป่าของหมู่บ้านไผ่ดำ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันทำบุญเนื่องในวันลอยกระทง

พิธีกรรม

      ในตอนบ่ายของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ชาวบ้านจะนำเรือออกเรี่ยไรสิ่งของต่าง ๆ เพื่อร่วมกันทำบุญ จากนั้นนำสิ่งที่ได้มาจัดแต่งลงเรือ เรือที่นำกองผ้าป่าและสิ่งของไปทอดนี้เรียกว่า เรือองค์ผ้าป่าหรือเรือองค์ ครั้นพอค่ำหรือตอนที่พระจันทร์ขึ้นพ้นทิวไม้ก็จะยกขบวนเรือซึ่งมีทั้งเรือ พาย เรือแจว เรืออื่น ๆ ลากจูงเรือองค์ไปยังวัด และกระทำการถวายผ้าป่าที่ศาลาวัดนั้น ก่อนที่จะกลับมาทอดยังวัดไผ่ดำซึ่งเป็นวัดสุดท้ายของพิธีการ ระหว่างขากลับจะมีการแข่งขันชักเย่อเรือองค์เป็นที่สนุกสนานกลางท้องน้ำ และหลังกลับไปทอดผ้าที่วัดไผ่ดำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีการแข่งเรือประลองฝีพายกันอีกครั้ง ที่หน้าวัดไผ่ดำนั่นเอง

สาระ

      แก่นสารของประเพณีทอดผ้าป่าน้ำเพ็ง คือการหากิจกรรมที่นำให้ชาวบ้านรู้จักการให้ คือบริจาคจตุปัจจัยและวัตถุต่างๆเพื่อการบุญ โดยมีการละเล่นที่สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบนั้นคือการแข่งเรือ และเป็นการชักนำให้ผู้คนในท้องถิ่นเกิดความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันใน กิจกรรมทางสังคม

ชื่อ ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายข้าวเปลือก

ช่วงเวลา ไม่กำหนดแน่ชัด

ความสำคัญ

       การก่อพระเจดีย์ทรายเป็นประเพณีที่ชาวไผ่ดำ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ได้กระทำสืบทอดกันมาแต่อดีตกาล วัตถุประสงค์เพื่อนำเอาทรายมาใช้ทำสาธารณประโยชน์ในวัดส่วนการก่อพระทราย ข้าวเปลือก เป็นการทำบุญอย่างหนึ่งของชาวไผ่ดำ ที่นำเอาผลผลิตจากอาชีพการทำนา คือ ข้าวเปลือก มาก่อเป็นเจดีย์แทนทราย

พิธีกรรม

        การก่อพระเจดีย์ทรายเนื่องจากสภาพท้องถิ่นของหมู่บ้านไผ่ดำ เป็นที่ราบน้ำท่วมถึงจึงทำให้ไม่มีทรายอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลย การก่อพระเจดีย์ทรายของชาวไผ่ดำ จึงเปลี่ยนจากการขนทรายมาเป็นการซื้อทรายจากทางวัด ซึ่งที่วัดไผ่ดำจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าก่อน ว่าจะมีการการก่อพระเจดีย์ทรายในวันพระไหน เมื่อถึงวันกำหนดประชาชนก็จะไปทำบุญและก่อพระเจดีย์ทรายร่วมกัน จากนั้นก็มีการประกวดความสวยงามของพระเจดีย์ ว่าใครตกแต่งได้ดีกว่ากันการก่อพระทรายข้าวเปลือก ก็มีวิธีดำเนินการเช่นเดียวกัน คือ นัดวัน เมื่อถึงวันกำหนดชาวบ้านก็จะนำข้าวเปลือกใส่กระบุงไปวัด แล้วเอาไปเทกองรวมกันในที่วัดจัดไว้เป็นพระเจดีย์ ควบคู่ไปกับการทำบุญ ข้าวเปลือกที่ได้ทางวัดจะนำไปขาย เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยมาใช้จ่ายในการทำนุบำรุงศาสนสถานของวัดต่อไป

สาระ

      การก่อพระทรายข้าวเปลือก เป็นการทำบุญศาสนาของชาวบ้านด้วยการนำผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญ มาร่วมกันบริจาคเพื่อให้ทางวัดได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านการพัฒนา อีกทั้งสร้างนิสัยด้านการบริจาค ความสามัคคีแก่ผู้คนในชุมชน

ปพ.4

ชื่อ ประเพณีแห่ธงตะขาบช่วงเวลา ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน ของทุกปี

ความสำคัญ

        การถวายธงตะขาบเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ เป็นประเพณีของชาวรามัญที่ตั้งรกรากอยู่ใกล้วัดพิมพาวาส ในเขตอำเภอบางปะกง เชื่อกันว่าธงที่แขวนส่ายเพราะแรงลมเป็นการบอกรับบุญกุศลของบรรพบุรุษ และช่วยให้ผู้ล่วงลับได้ขึ้นสวรรค์

พิธีกรรม

       ธงตะขาบแต่เดิมเป็นธงกระดาษ ต่อมาเปลี่ยนเป็นผ้า ปัจจุบันใช้เชือกเป็นเส้นขอบผูกขวางคั้นด้วยซี่ไม้ไผ่เป็นช่วง ๆ ใช้เสื่อผืนยาวปิดทับแทนผ้าหรือกระดาษเป็นลำตัว ปลายไม้ที่ยื่นสองข้างทุกซี่ประดับด้วยช้อนผูกห้อยแทนขา สลับกับพู่กระดาษเพื่อความสวยงาม หัวและหางสานผูกด้วยโครงไม้ปิดกระดาษสี จะทำกี่ตัวแล้วแต่กำลัง จากนั้นจะทำการแห่ไปที่วัด เมื่อถึงก็จะขึงธงไว้กับต้นเสาในศาลา จากนั้นพระจะนำสายสิญจน์มาวงรอบธง แล้วจึงทำพิธีถวายธงตามด้วยการสรงน้ำพระ เสร็จแล้วจึงนำธงไปชักขึ้นแขวนบนเสาหงส์

สาระ

      ประเพณีแห่ธงตะขาบเป็นกุศโลบายที่แสดงออกถึงความ เชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายและความกตัญญูต่อบรรพบุรุษโดยมีศาสนาเป็นตัว เชื่อมประสานความเชื่อ อีกทั้งเป็นการกำหนดกิจกรรมที่รวบรวมผู้คนของสังคมให้ร่วมแรงร่วมใจกันทาง หนึ่ง

ชื่อ ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง

ช่วงเวลา กลางเดือน ๙ ของทุกปี

ความสำคัญ

      การตักบาตรน้ำผึ้ง เป็นประเพณีการถวายน้ำผึ้งแก่ภิกษุและสามเณร ของชาวรามัญที่วัดพิมพาวาส อำเภอบางปะกง สืบเนื่องมาจากความเชื่อว่าในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จประทับที่ป่าเลไลย์ มีช้างและลิงคอยอุปัฏฐากโดยการนำเอาอ้อยและน้ำผึ้งคอยถวาย ต่อมาจึงทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุสามเณรรับน้ำผึ้งและน้ำอ้อยมาบริโภคเป็นยา ได้

พิธีกรรม

       การตักบาตรน้ำผึ้งมักจัดกันที่ศาลาวัด ขณะที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นั้น ชาวบ้านจะนำน้ำผึ้งมาใส่บาตร และนำน้ำตาลใส่ในจานที่วางคู่กับบาตร ส่วนอาหารคาวหวานจะใส่ในภาชนะที่วางแยกไว้อีกด้านหนึ่ง อาหารพิเศษที่นำมาใส่บาตร ได้แก่ ข้าวต้มมัด ถวายเพื่อให้พระฉันจิ้มกับน้ำผึ้งหรือน้ำตาล

สาระ

    การตักบาตรน้ำผึ้งเป็นกิจกรรมที่ น้อมนำให้ระลึกถึงองค์ผู้มีพระภาคเจ้าที่มีความเกี่ยวข้องกับสัตว์ เดียรัจฉาน สัตว์ยังรู้คุณค่าของศาสนาด้วยการเสาะแสวงหาภิกษาหารนำมาถวายพุทธองค์เพื่อ ได้สดับตรับฟังธรรม พุทธศาสนิกชนจึงนำรูปแบบของการนำปัจจัยมาถวายเพื่อจุดหมายการได้ฟังธรรม เทศนาเช่นกัน

ชื่อ ประเพณีบุญข้าวหลาม

http://66.102.9.104/search?q=cache:JEMfYzCJIBIJ:www.cdd.go.th/phumpanya/www/detail.asp%3Fpid%3D410+%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7&hl=th&ct=clnk&cd=4&gl=th

ช่วงเวลา

      ประเพณีบุญข้าวหลาม เป็นประเพณีของชาวลาวเวียงและลาวพวนในอำเภอพนมสารคาม ซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายลาว ที่อยู่ใกล้เคียงกับชาวไทยเชื้อสายเขมรประเพณีนี้อาจเป็นสิ่งที่ยึดถือสืบ ต่อกันมาแต่ก่อนเมื่อครั้งยังอยู่ในประเทศลาวจึงเท่ากับเป็นการรักษาประเพณี ดั้งเดิมที่เคยปฏิบัติกันมา ซึ่งเท่ากับเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนาทางหนึ่งพิธีกรรม

วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ชาวบ้านทุกบ้านจะเผาข้าวหลาม เพื่อนำไปถวายพระในเช้าวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ตอนสายจะพากันเดินไปขึ้นเขาดงยาง ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๖ กิโลเมตร เพื่อปิดทองรอยพระพุทธบาทบนเขาดงยาง และนำข้าวหลามไปรับประทานบนเขา

สาระ

      นอกเหนือจากการทำบุญกุศลแล้วยังเป็นการชุมนุมพบปะกัน ของชนเผ่าผู้อพยพทางหนึ่ง ทั้งนี้สืบเนื่องจากชุมชนลาวรุ่นแรกๆล้วนมาจากประเทศลาวแล้วแยกย้ายกัน บุกเบิกป่าสร้างที่ทำกิน การกำหนดนัดพบหน้าโดยถือเอาวันสำคัญทางศาสนาเป็นแกนนั้นนับได้ว่าได้ทั้งบุญ กุศส ได้ทั้งความรู้สึกอบอุ่นทางเชื้อชาติในคราวเดียวกัน

ปพ.5

ชื่อ ประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

ช่วงเวลา

       วันแรม ๘ ค่ำ ถึงวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ รวม ๘ วัน เป็นวันประกอบพิธีพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม จากนั้นในวันที่ ๙ คือ วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันถวายพระเพลิง

ความสำคัญ

      ประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่บ้านหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมานานนับร้อยปี บนพื้นฐานความเชื่อว่าพุทธศาสนิกชนที่ได้ร่วมถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า จะได้บุญกุศลอย่างแรงกล้า

พิธีกรรม

        ก่อนงานชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจกันสร้างโลงและรูปจำลองของพระพุทธเจ้า แล้วนำไปตั้งเบื้องหน้าพระประธานในพระอุโบสถ ครั้นวันแรม ๘-๑๕ ค่ำ พระสงฆ์จะลงสวดพระอภิธรรมตั้งแต่ ๒๐.๐๐ น. เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นกุศลแก่ผู้สดับธรรม แต่ละคืนชาวบ้านจะร่วมกันนำจตุปัจจัยมาถวายแด่พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นการทำบุญ ครั้นวันขึ้น ๑ ค่ำ หลังสวดพระอภิธรรมก็จะมีการนำเอาโลงและรูปจำลองของพระพุทธเจ้า แห่เวียนรอบพระเมรุมาศจำลอง แล้วจึงยกขึ้นวางบนจิตกาธาน พระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุล ถวายดอกไม้จันทน์ร่วมกับชาวบ้านแล้วถวายพระเพลิง

สาระ

       เนื้อหาประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าคือ การระลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เสด็จปรินิพานอันเป็นการหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาทั้งปวง ก่อให้เกิดสติที่ไม่ติดยึดอยู่กับวัตถุใดๆ และเห็นชีวิตเป็นอนิจจัง

เรือผีหลอก
เรือผีหลอก เมื่อราว 40 ปีผ่านมา ชาวบ้านริมน้ำบางปะกงอันอุดมสมบูรณ์ มักจะได้เห็นการจับปลาด้วยเรือชนิด หนึ่ง เรียกเป็นภาษาจีนว่า “เรือเช้าแป๊ะ” ส่วนคนไทยเรียกว่า “เรือผีหลอก” “เรือผีหลอก” ส่วนใหญ่ประกอบขึ้นจากไม้ มีรูปร่างเพรียว กว้างประมาณ 50 – 60 ซม. ยาวประมาณ 4 วา 2 ศอก (ประมาณ 9 เมตร) หัวเรือเรียวเล็กท้องเรือแบนราบ จึงแล่นในน้ำตื้นได้สะดวกและคล่องตัวในการแจว หรือพายทวนน้ำ พื้นตอนท้ายเรือใช้ไม้กรุปิดและเปิดได้ยาว 1 เมตร สำหรับให้คนยืนแจวเรือพายเรือ ภายในมีที่ว่าง สำหรับขังปลาขนาดใหญ่ที่จับได้ ตลอดลำเรือมีกงขึ้นห่างเป็น ๆ ท้องเรือปล่อยโล่งไม่มีไม้ปิด แต่ใช้ทางมะพร้าวตัดปลาย ไม้เล็กน้อย กันมิให้ปลาที่กระโดเข้ามาหนีออกไปได้ สาเหตุที่เรียกชื่อว่า “เรือผีหลอก” ก็เพราะด้านข้างลำเรือ มีไม้กระดานสีขาวหรือสังกะสีแผ่นสี่เหลี่ยม ผูกติดไว้กับแคมเรือ มีความสูงเรี่ย ๆ น้ำเมื่อแล่นผ่านสายน้ำก็จะสะท้อนเป็นมันเงาวาววับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลา กลางคืน ทำให้ปลาที่หากินอยู่บนผิวน้ำตกใจกระโดดลอยสูงและตกลงมาบนแผงไม้ เลยเข้าสู่ท้องเรือกันเป็นแถว ชาวประมงมักนำเรือชนิดนี้ออกไปหาปลาในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ เพราะเป็นฤดูที่มีน้ำท่า อุดมสมบูรณ์ ปลาก็ชุกชุมและมีขนาดใหญ่ ปลาที่เข้าเรือผีหลากส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่หากินน้ำตื่น ทั้งปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนแดง ปลาซิว ปลาฉลาด ปลาเนื้ออ่อน ปลากระทุงเหว ปลาเสือ ปลากระดี่ ปลากระบอก ปลากระพง เป็นต้น เวลาที่เหมาะสมในการใช้เรือผีหลอกออกจับปลา คือเวลากลางคืน ตั้งแต่สามทุ่มไปจนรุ่งสาง ฉะนั้น เมื่อฟ้า สว่างในตอนเช้า ผู้มีบ้านริมน้ำก็จะได้เห็นเรือผีหลอกพายกลับมาพร้อม ๆ กันหลายลำ การจับปลาด้วยเรือผีหลอก แสดงถึงวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านแปดริ้วได้เป็นอย่างดี น่าเสีย ด่ายที่เวลานี้เรือชนิดนี้ลดความนิยมลงมาก แต่อาจจะยังพอหาดูได้บริเวณตลาดบ้านใหม่ขึ้นไปทางเหนือน้ำ

พิธีกรรม

ชื่อ ละครแก้บน

ช่วงเวลา ตลอดวัน

ความสำคัญ

        ละครแก้บนกับวัดโสธรวรวิหาร เป็นสิ่งคู่กันมาช้านาน เนื่องจากจะมีการแสดงละครแก้บนที่หน้าโบสถ์เสมอ ๆ ผู้คนที่เลื่อมใสศรัทธาในอภินิหารของหลวงพ่อโสธร มักมากราบไหว้และบนบานขอในสิ่งที่ตนปรารถนา ครั้นเมื่อสมปรารถนาแล้วก็จะมาแก้บนด้วยการปิดทอง ถวายสิ่งของ และหาละครรำแก้บน

พิธีกรรมและกิจกรรม

       ละครรำแก้บนแต่ละชุดใช้เวลารำประมาณ ๕-๑๐ นาที มีนางรำ ๔-๖ คน แต่งเป็นพระและนางคู่กัน เนื้อเรื่องมักตัดตอนมาจากวรรณคดี เช่น แก้วหน้าม้า รามเกียรติ์ สังข์ทอง เป็นต้น การรำแก้บนเป็นวิถีชีวิตแบบไทยที่สะท้อนความเชื่อ และเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดนี้

สาระ

     ละครแก้บนเป็นกิจกรรมที่ช่วยปลดเปลื้องความผูกพันที่ติดค้างทางใจ เป็นสื่อกลางในเรื่องการช่วยเหลือและการตอบแทนระหว่างผู้บนกับองค์หลวงพ่อ พุทธโสธร และเป็นสื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อแบบไทยๆ คือเรื่องบุญคุณ ความกตัญญู เป็นต้น

ชื่อ การเซ่นดนตา (ส่งเรือ)

ช่วงเวลา วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ (ประมาณเดือนธันวาคม)

ความสำคัญ

       การเซ่นดนตา เป็นพิธีกรรมของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่บ้านหัวสำโรง สระสองตอน และดงยาง ซึ่งอยู่ในอำเภอพนมสารคามในปัจจุบัน เป็นการส่งอาหารเครื่องนุ่งห่ม รูปปั้นคนและสัตว์เลี้ยงไปให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

พิธีกรรม

       นำอาหาร เครื่องนุ่งห่มรูปปั้นคนและสัตว์เลี้ยง ใส่ลงในเรือที่ทำด้วยกาบกล้วยแล้วนำไปลอยในแหล่งน้ำ เช่น ลำคลอง หนอง บึง แม่น้ำ เป็นต้น

สาระ

       เป็นพิธีการที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อในเรื่องชาติภพแห่งวิญญาณหรือชีวิต หลังความตาย และเป็นการสร้างความผูกพันทางด้านจิตใจอย่างต่อเนื่องกับบรรพบุรุษผู้ล่วง ลับ ในลักษณะผู้อยู่ทำบุญไปให้เป็นการพึ่งพาและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ชื่อ เบบาจาตุม

ช่วงเวลา แต่งงานหรือขอขมา

ความสำคัญ

      เบบาจาตุม เป็นประเพณีของคนไทยเชื้อสายเขมรที่บ้านหัวสำโรง สระสองตอนและดงยาง ในเขตอำเภอพนมสารคาม เป็นการเซ่นไหว้ผีปู่ย่าตายายเมื่อมีคู่ครอง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานหรือขอขมา

พิธีกรรมและกิจกรรม

       นำเครื่องเซ่นไหว้ ได้แก่ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว อาหารคาวหวานอย่างละ ๑ สำรับ เหล้า ๑ ขวด ไก่ต้ม ๑ ตัว และดอกหมากช่อละ ๓ ดอก หลังไหว้ผีบรรพบุรุษแล้ว คู่บ่าวสาวจะได้รับการอวยพรเป็นภาษาเขมร สลับด้วยการขัดช่อดอกหมากจากญาติพี่น้อง ๓ ครั้ง

สาระ

     เป็นการสร้างความผูกพันทางจิตระหว่างผู้มีชีวิตกับผู้ล่วงลับ และประกาศรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว โดยเอาเรื่องความเชื่อเป็นเครื่องพันธนาการ

ชื่อ การเลี้ยงผีเขมร

ช่วงเวลา เมื่อเกิดการเจ็บป่วย

ความสำคัญ

พิธีกรรมหรือกิจกรรม

สาระ

       เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้เจ็บไข้ได้ป่วยในลักษณะรู้สมุฏฐานแห่ง การเจ็บไข้ รู้วิธีการปฏิบัติเพื่อให้หายไข้และคอยระวังมิให้เกิดไข้ด้วยเหตุซ้ำซ้อน โดยผ่านการวินิจฉัยของคนทรงและที่สำคัญคือเป็นการชักนำให้ญาติพี่น้องคน รู้จักได้มาร่วมให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย เป็นการพบปะกันของผู้มาเยี่ยมโดยปริยาย

       วิธีรักษาต้องให้คนทรงทำพิธีขึ้นหิ้งเชิญผีญาติพี่น้อง มาถามว่าผู้ป่วยผิดผีผู้ใด เมื่อทราบแล้วคนทรงก็ทำหน้าที่บนบานศาลกล่าวแทนผู้ป่วยให้หาย แล้วจะทำพิธีเลี้ยงผีเขมรตามที่บนไว้ การเลี้ยงผีเขมรเป็นพิธีกรรมในการ รักษาโรคของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่อยู่บ้านหัวสำโรง สระสองตอน และดงยางในอำเภอพนมสารคาม โดยเชื่อว่าสาเหตุแห่งการป่วยไข้มาจากการกระทำผิดผี

ตำนาน

ชื่อ ตำนานหลวงพ่อโสธร

คุณค่า/แนวคิด/สาระ

           การสร้างตำนานพระลงน้ำเป็นกลวิธีหนึ่งของคนในสมัยก่อน ที่พยายามสร้างสานความสัมพันธ์ทางสังคมแก่ผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ในลักษณะเชื่อมโยงสภาพภูมิศาสตร์หรือเรื่องราวเหตุการณ์ ให้เป็นเสมือนว่าต่างก็มีรากเง้าที่ผูกพันกันมาช้านาน เป็นลูกเป็นหลานเป็นญาติมาจากต้นตอเดียวกัน ทำให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ประมาณกาลล่วงมากว่า ๒๐๐ ปี ได้มีพระพุทธรูป ๓ องค์ ปาฏิหาริย์ลงมาจากทางเหนือลอยมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นได้มาผุดขึ้นที่แม่น้ำบางปะกง และแสดงปาฏิหาริย์ลอยน้ำและทวนน้ำให้ประชาชนได้พบเห็นถึง ๓ องค์ ชาวบ้านต่างช่วยกันนำเชือกพรวนมนิลาลงไปผูกมัดองค์พระทั้ง ๓ แล้วฉุดลากขึ้นฝั่ง เชือกขาดไม่สำเร็จตามประสงค์ องค์พระทั้ง ๓ จมหายไป บริเวณที่องค์พระลอยปรากฏนี้จึงได้ชื่อว่า “สามพระทวน” ต่อมาเรียกว่า “สัมปทวน” คือ บริเวณแม่น้ำหน้าวัดสัมปทวน ในเขตอำเภอเมืองฉะเชิงเทราปัจจุบันจากบริเวณสามพระทวน ทั้ง ๓ องค์ ได้แสดงปาฏิหาริย์ลอยปรากฏในลำน้ำบางปะกงอีกหลายแห่ง จนเกิดชื่อเรียกตามมา เช่น บางพระ แหลมหัววน คลองสองพี่น้อง (สองพี่สองน้อง) ครั้นแล้วพระองค์พี่ใหญ่ได้ลอยสู่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสามเสนในปัจจุบัน กล่าวว่าคนสามแสนช่วยกันฉุดอาราธนาไม่สำเร็จจึงเรียกบริเวณนั้นว่า สามแสน แต่ภายหลังกลายเป็นสามเสน สุดท้ายล่องลอยไปที่แม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม รับการอาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม องค์สุดท้ายล่องไปผุดที่จังหวัดสมุทรปราการ และรับอาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลีใหญ่ส่วนองค์กลาง คือ หลวงพ่อโสธร ลอยจากแหลมหัววนมาผุดที่หน้าวัดโสธร ประชาชนจำนวนมากฉุดไม่สำเร็จ กระทั่งได้อาจารย์ที่มีความรู้ทางไสยศาสตร์ทำพิธีตั้งศาลเพียงตาบวงสรวง แล้วนำสายสิญจน์คล้องพระหัตถ์ จึงสามารถอัญเชิญขึ้นบนฝั่งและนำไปประดิษฐานในวิหารได้สำเร็จ แล้วจัดให้มีงานฉลองสมโภช กล่าวกันว่าองค์หลวงพ่อแต่เดิมเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางสมาธิเพชร หน้าตักกว้างศอกเศษ ทรงสวยงาม ต่อมาพระสงฆ์ในวัดเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยจึงพอกปูนเสริมหุ้มองค์จริงไว้ภายใน เป็นรูปที่ปรากฏในปัจจุบัน

การละเล่น

ชื่อ ช่วงรำ

อุปกรณ์การเล่นและวิธีการเล่น

        อุปกรณ์การเล่นลูกช่วงที่ทำด้วยผ้าขาวม้าผูกขมวดกันเป็นลูกกลม ๆ ให้แน่น เหลือชายผ้าไว้ประมาณ ๒ คืบ สำหรับถือ โยน หรือขว้างได้วิธีการเล่นแบ่งหญิงชายออกเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละ ๕-๖ คน ฝ่ายเล่นจะขึ้นขี่หลังอีกฝ่ายหนึ่งหันหน้าเข้าหากัน ล้อมเป็นวงกลม พอขี่หลังยืนตั้งหลักได้ก็เริ่มโยนลูกช่วงให้แก่กันไปรอบ ๆ วง หากเมื่อใดที่รับพลาดลูกช่วงตกถึงพื้น ฝ่ายเล่นที่ขี่บนหลังจะต้องรีบลงและวิ่งหนีกระจายออกไปให้พ้น เพราะเมื่อลูกช่วงตกฝ่ายที่ให้ขี่จะหยิบขึ้นมา แล้วขว้างปาให้ถูกฝ่ายเล่นคนใดคนหนึ่งให้ได้ถ้าฝ่ายเล่นคนใดคนหนึ่งถูกช่วง ปาโดน ผู้เล่นทั้งหมดก็จะเข้ามายืนกลุ่มอยู่กลางวง ฝ่ายที่ให้ขี่หลังจะยืนล้อมรอบเป็นวงกลม ฝ่ายเล่นจะต้องร้องระบำให้อีกฝ่ายหนึ่งรำ เมื่อจบเพลงก็เริ่มเล่นโยนลูกช่วงรำ โดยฝ่ายเล่นกลับมาเป็นฝ่ายให้ขี่บ้าง พอขี่หลังยืนตั้งหลักได้ก็เริ่มโยนลูกช่วงให้แก่กันไปรอบ ๆ วง

โอกาสที่เล่น

สาระ

     ในอดีตกิจกรรมที่สามารถเป็นสื่อชักนำให้หนุ่มสาว ได้มาพบหน้ากันก็คืองานบุญและการละเล่นหลังทำบุญการเล่นช่วงรำก็เช่นกัน ทำให้หนุ่มสาวได้พบหน้าเกี้ยวพาราสีและสนุกสนานด้วยกัน แต่ปัจจุบันคนหนุ่มสาวมีโอกาสพบกันโดยไม่มีข้อจำกัดการเล่นช่วงรำของผู้สูง อายุชาวไทยเชื้อสายเขมรนี้ จึงเป็นเล่นเพื่อการอนุรักษ์วิถีชีวิตแห่งอดีตไว้ ให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้และสืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรม

ชื่อ ชักเย่อ

อุปกรณ์การเล่นและวิธีการเล่น

        วิธีการเล่นแบ่งผู้เล่นเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละกี่คนก็ได้ตามแต่จตกลงกัน เมื่อแบ่งพวกได้แล้วก็ขีดเส้นแบ่งแดน หัวแถว (ถ้าเป็นชายเรียกพ่อหลัก ถ้าเป็นหญิงเรียกแม่หลัก) ของทั้งสองฝ่ายเหยียดแขนจับไม้ยึดแนวขนานกับพื้นทั้งสองมือ ไม้จะนอนขนานกับเส้นแบ่งแดน ลูกน้องของแต่ละฝ่ายเกาะเอวหัวแถวเรียงต่อ ๆ กัน เริ่มเล่นต่างฝ่ายพยายามดึงให้ฝ่ายตรงข้ามหลุดล้ำเข้ามาในแดนตน ฝ่ายใดหลุดล้ำถือเป็นฝ่ายแพ้ เมื่อแพ้ทั้งสองฝ่ายก็จะเริ่มต้นเล่นเพลงระบำกัน พอจบก็เริ่มชักเย่อกันใหม่

โอกาสที่เล่น

        ชักเย่อเป็นการละเล่นประกอบเพลงระบำเช่นเดียวกันช่วงรำ ที่ชาวบ้านหัวสำโรงเล่นในวันสงกรานต์เช่นกัน

คุณค่า

       ในอดีตกิจกรรมที่สามารถเป็นสื่อชักนำให้หนุ่มสาวได้มาพบกัน ก็คืองานบุญและการละเล่นหลังทำบุญการเล่นชักเย่อก็เช่นกัน ทำให้หนุ่มสาวได้พบหน้าเกี้ยวพาราสีและสนุกสนานด้วยกัน แต่ปัจจุบันคนหนุ่มสาวมีโอกาสพบกันโดยไม่มีข้อจำกัด

       นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ เป็นการละเล่นของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่บ้านหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว โดยหลังจากทำบุญสรงน้ำพระแล้ว ชาวบ้านจะพากันไปรวมตัวที่ลานวัดโคนต้นไม้ใหญ่ เพื่ออาศัยร่มเงาเล่นการละเล่นต่าง ๆ

ภาพกิจกรรม

พฤษภาคม 2018
พฤ อา
« ก.ย.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

ความเห็นล่าสุด